การจัดการขยะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

การจัดการขยะเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน เขียนโดย ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ การพัฒนาอย่างที่ยั่งยืน “การใช้ทรัพยากรจากธรรมชาติเพื่อสนองความต้องการที่จำเป็นของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่ส่งผลกระทบต่อความต้องการใช้ของคนรุ่นต่อไป” จำลอง โพธิ์บุญ(2557) ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จากปัญหาการเกิดก๊าซเรือนกระจกจากการสะสมของก๊าซต่างๆ อาทิ คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน (CH4) ไนตรัสออกไซด์ (N2O) คลอโรฟลูออโรคาร์บอน(CFCs)จากกิจกรรมของมนุษย์ที่มีการผลิตและการบริโภคมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตในภาคอุตสาหกรรมที่ต้องเผาผลาญเชื้อเพลิงประเภทน้ำมัน ถ่านหิน และปล่อยของเสียซึ่งมีคาร์บอนไดออกไซด์(CO2) ออกสู่บรรยากาศโลกปริมาณมาก โดยนักวิทยาศาสตร์จากทั่วโลกกว่า 1,300 คน มีความเห็นตรงกันว่าก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นและส่งผลทำให้อุณหภูมิโลกมีแนวโน้มสูงขึ้นในรอบ 50 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากกิจกรรมของมนุษย์ ในการผลิตของภาคอุตสาหกรรมถึงร้อยละ 95 โดยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศมีความเข้มข้นขึ้นจาก 280 ส่วนในล้าน เป็น 400 ส่วนในล้าน(www.ipcc.ch)โดยผลจากการสะสมของก๊าซเรือนกระจกส่งผลให้ความสามารถในการสะท้อนความร้อนออกนอกโลกได้น้อยลง ส่งผลกระทบที่เห็นได้ชัดเจนหลายประการ อาทิ ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 17 เซนติเมตร หรือ 6.7 นิ้วในศตวรรษที่ผ่านมา (Church, J. A. and N.J. White ,2006) อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1 องศาเซลเซียสในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา จากอุณหภูมิเฉลี่ยเมื่อปี 1880-1899 จาก -0.2 เพิ่มเป็น 0.8 องศาเซลเซียส ในปี 2015 (T.C. Peterson et.al.,2008)ซึ่งปัจจัยที่ทำให้เกิดปรากฏการณ์ดังกล่าวคือการเพิ่มขึ้นประชากรโลก ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ 50 ปีที่ผ่านมา โดยประชากรโลกในปี 2503 มีจำนวน 3,000 ล้านคน เพิ่มเป็น 7,000 ล้านคน ในปี 2560 (worldometers,2016) ส่งผลโดยตรงกับความต้องการสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคในปริมาณมาก จำเป้นต้องผลิตสินค้าเพื่อตอบสนองความต้องการในปริมาณมาก ในกระบวนการผลิตต้องการวัตถุดิบการผลิตสินค้าจำนวนมากด้วยเช่นกันส่งผลโดยตรงต่อการเกิดของเสียจากกระบวนการผลิต ขนส่งและการบริโภค ทั้งควันพิษจากการผลิต ขนส่ง น้ำเน่าเสียจากการใช้น้ำของเราทุกคนและจากกระบวนการผลิตสินค้าและบริการที่ต้องทิ้งน้ำที่ใช้แล้ว และที่สำคัญของเสียจากบรรจุภัณฑ์ของเหลือใช้จากการกินการอยู่ของเราทุกคนใส่ถุงท้ิงในถังหรือกองทิ้งไว้รอให้คนมาเก็บ ก่อให้เกิดปัญหาน้ำเน่าเสีย อากาศเป็นพิษปนเปื้อนฝุ่นเล็กผุ่นใหญ่ ขยะกองโตๆทุกๆวันมีทั้งหนู แมลงสาบ แมลงวัน ยุง เป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคดีๆนี่เอง หากจัดการไม่ดีไม่ถูกสุขลักษณะมันจะกลับมาส่งผลกระทบกับคน สัตว์ พืช รวมถึงปล่อยก๊าซบางชนิดเพิ่มในอากาศเช่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) มีเทน(CH4) ไนตรัสออกไซด์(N2O) คลอโรฟลูออโรคาร์บอน(CFCs) เกิดปัญหาสะสมก๊าซในบรรยากาศกลายเป็นเรือนกระจกที่ปิดกันไม่ให้ความร้อนจากผิวโลกสะท้อนไปนอกโลก เกิดอุณหภูมิสะสมในโลกที่เรียกว่าโลกร้อนกันนั่นเอง แล้วปัญหาภัยพิบัติก็ตามมาหลังจากนั้นเอง ขยะ...ขยะ..ขยะ..เป็นปัญหาหนึ่งที่ส่งผลกับคน สัตว์ พืช และสิ่งมีชีวิตในระบบนิเวศ... ขยะที่เกิดขึ้นบางส่วนมีการกำจัดอย่างถูกหลักวิชาการ และมีการจัดการที่ให้ความสำคัญกับการหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ในรูปของวัตถุดิบการผลิตสินค้า แต่บางส่วนยังกำจัดหรือจัดการไม่ถูกสุขลักษณะ โดยบางส่วนถูกทิ้งลงแหล่งน้ำไปสะสมอยู่ในมหาสมุทร โดยคาดการณ์ว่าจะมีขยะในมหาสมุทรประมาณ 4.7-12.7 ล้านตัน จากการใช้วัตถุดิบการผลิตสินค้า 288 ล้านตัน 2557 แต่ละปี เราทิ้งขยะมากถึง 3.5 ล้านต้น ในปี 2010 และคาดการณ์ว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 ล้านตันต่อวัน ในปี 2025 (worldbank,2013) ร้อยละ 99 โดยขยะเหล่านี้ปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งส่งผลต่อภาวะโลกร้อนสัดส่วนร้อยละ 14.3 ปัญหาขยะนอกจากเป็นปัญหาต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นปัญหาทางเศรษฐกิจด้วยเนื่องจากขยะเกิดจากการบริโภคสินค้าในชีวิตประจำวันของมนุษย์ทุกคน การผลิตสินค้าต้องนำวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตจากธรรมชาติ ส่งผลให้ทรัพยากรธรรมชาติลดลง ซึ่งปัจจุบันเรามีความต้องการมากกว่าทรัพยากรที่มีอยู่ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาและการขาดแคลนวัตถุดิบการผลิตในอนาคต ไม่สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลกันโดยการบูรณาการระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมควบคู่ไปกับการคุ้มครองสิ่งแวดล้อม และกำหนดกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อสนับสนุนให้ประเทศกำลังพัฒนาบรรลุถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน หลักการพัฒนาที่ยั่งยืนที่นิยามโดย Brundtland Commission เมื่อปี พ.ศ.2530 ระบุว่า “การพัฒนาที่สามารถสนองความต้องการที่จำเป็นของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการสนองความต้องการที่จำเป็นของคนในรุ่นต่อไป” มีกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนจะคำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงกันมีลักษณะสำคัญ 3 ประการ (จำลอง โพธิ์บุญ (2557) คือ 1) เป็นการพัฒนาเพื่อตอบสนองความต้องการของสังคมภายใต้ข้อจำกัดทางสภาพแวดล้อมที่ไม่ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการสนองความต้องการที่จำเป็นของคนในรุ่นต่อไป 2) คำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ที่มีความเชื่อมโยงกัน 3) มุ่งหมายที่จะบรรลุถึงสถานะแห่งความยั่งยืนของสังคมโลกโดยรวม ไม่ใช่เพื่อความยั่งยืนหรือความสามารถในการอยู่รอดขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง ซึ่งหมายรวมถึง วิถีการบริโภคอย่างยั่งยืน และแหล่งทรัพยากรที่ยั่งยืน จากปัญหาคนเพิ่มขึ้นของโลก ความต้องการอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโลก และสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆมากขึ้น มีความต้องการวัตถุดิบสินค้าและบริการต่างๆเช่นสินค้าประเภทกระดาษต้องการต้นไม้ น้ำ พลังงานในกระบวนการผลิต สินค้าประเภทแก้วต้องการแร่ซิลิก้า น้ำ พลังงาน ในการผลิต สินค้าประเภทโลหะ กระป๋อง หม้อ เหล็กเส้น ต้องการแร่เหล็ก น้ำ พลังงาน สินค้าประเภทพลาสติกต้องการปิโตรเลียม น้ำ พลังงาน ในการผลิตมากขึ้นๆๆๆๆ ในขณะที่วัตถุดิบจากธรรมชาตินับวันร่อยหรอลงไปทุกที โดยวัตถุดิบจากธรรมชาติหลายชนิดใช้แล้วหมดไปเช่นแร่ต่างๆ ถ่านหิน น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ป่าไม้ แร่เหล็ก แร่ทุกชนิด... คำถามคือ...ทำอย่างไร?...จะยืดอายุการใช้งานทรัพยากรเหล่านั้นให้มีใช้ไปชั่วลูกช่วหลาน ชั่วเหลน หรือเหลนของเหลน... การบริโภคหมุนเวียนคือคำตอบ...การลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์รักษาไว้...ตังอย่างที่ดีจะเห็นได้ที่ญี่ปุนที่รักษาพื้นที่ป่าไม้เป็นพื้นที่สะสมทรัพยากรไว้ถึงร้อยละมากกว่า 70 ของประเทศ แนวคิดคือจัดระบบการผลิตและการบริโภคแบบหมุนเวียนไม่มีของเหลือใช้จากการทิ้งเป็นขยะแบบไม่ใช้ประโยชน์มีการแยกรีไซเคิลทั้งกระดาษ แก้ว โลหะ พลาสติก ขยะอิเลคทรอนิค ขยะอันตราย จากบ้านเรือนนำไปเข้าโรงงานเพื่อเป็นวัตถุดิบการผลิตสินค้ามาใช้ใหม่ ที่โรงงานเองก็แยกของเสียจากโรงงานนำเข้าระบบหมุนเวียนใช้ระหว่างโรงงาน ให้เหลือเฉพาะขยะที่ใช้ประโยชน์ไม่ได้แต่ยังเผาไหม้ได้ทิ้งตามวันที่กำหนดและเก็บตรงตามวันที่กำหนดนำไปเข้าเตาเผาขยะผลิตกระแสไฟฟ้ามาใช้ใหม่ ขี้เถ้าจากเตาเถาจึงนำไปฝังกลบ หรืออาจมีโรงงานมานำขี้เถ้าไปแปรรูปใช้อีก มีทางออกหลายทางที่เป็นแนวทางปฏิบัติ ขึ้นอยู่วา่าประเทศไดจะนำไปใช้ได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนใหญ่ประเทศพัฒนาแล้วจะทำได้แล้วเป็นส่วนหญ่ ยังคงเป้นปัญหาในประเทศกำลังพัฒนาและประเทศด้อยพัฒนา จากปัญหาในเรื่องของฐานะทางการเงินของประเทศ ประชากรที่ยังคงต้องให้ความสำคัญกับปัญหาปากท้องก่อน เป็นเรื่องของความอยู่รอด การเมืองการปกครองที่ขาดเสถียรภาพจึงไม่มีเวลาคิดเรื่องการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งส่งผลเสียต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศให้ย่ำแย่ลงไปอีก แนวคิดหลักในการบริโภคอย่างยั่งยืนมีคนเสนอไว้น่าสนใจที่มันใช่ และควรทำเป็นเรื่องหลักเรื่องสำคัญ การกำหนดปัญหาขยะเป้นวาระแห่งชาติ จึงเป้นเรื่องที่ควรทำมานานมากๆแล้ว เพราะเราได้ทิ้งทรัพยากร(ขยะ)ลงไปในบ่อฝังกลบมากมายทุกวันๆ ทำไมกล่าวว่าขยะเป็นทรัพยากร เพราะองค์ประกอบขยะมีอยู่ 4 ส่วนหลักๆ และถ้าแยกมันและใช้รู้จักมันให้เกิดประโยชน์จะมีค่ามหาศาล ลดรายจ่ายเพื่อรายได้อีกต่างหาก อธิบายง่ายๆดังนี้ครับ ส่วนแรก ขยะที่ขายได้ หรือขยะรีไซเคิล ที่คนไทยคุ้นชินและทำกันมานานแล้ว นั่นคือของเหลือใช้ที่วัสดุเป็นแก้ว กระดาษ โลหะ อโลหะ พลาสติก จะมีรถรับซื้อตะเวนซื้อหรือซาเล้ง หรือซันตาคอสเดินเก็บตามถังขยะ คนเก็บขยะฉีกถุงแล้วรื้อไปขาย โดยเฉลี่ยคละๆกันขายได้ประมาณ 5 บาทต่อกิโลกรัม แก้วอาจจะถูกหน่อย พลาสติกจะแพงหน่อย กระดาษราคากลางๆ แต่เชื่อหรือไม่มีถูกทิ้งไปที่ปลายทางอีกประมาณ 10% ของขยะทั้งก้อน (อ้างอิงองค์ประกอบขยะกทม.สำนักสิ่งแวดล้อม,2559)ปัจจุบันประเทศไทยมีขยะ 26,000,000 ล้านตันต่อปี แล้วขยะพวกนี้จะถูกทิ้งขว้างลงบ่อฝังกลบไปเท่าไร...10% ก็ประมาณ 2,600,000 ตันต่อปีนี่เท่ากับ...เราทิ้งเงินไปใช้หรือไม่...ถ้ากิโลละ 5 เราทิ้งเงินไป (2,600,000 ตัน x 1,000 กก.x 5 บาท = 13,000,000,000 บาท) ส่วนนี้รัฐไม่มีระบบเก็บประชาชนสามารถแยกแล้วขายให้ซาเล้ง รถรับซื้อขยะรีไซเคิล ของเก่าเครื่องใช้ไฟฟ้าเก่าได้เลย ไม่ต้องรอการเก็บ แต่บางคนเข้าใจว่ารัฐมีระบบเก็บแล้วนำไปวางที่จุดทิ้งขยะปกติแล้วเห็นพนักงานเก็บใส่รถคันเดียวกันไปก็เลยมองว่าพนักงานเก็บรวม อันนี้ว่าไม่ได้ครับเพราะเราแยกแล้วต้องขายหรือบริจาคที่บ้านเลยไม่ต้องว่างที่เก็บขยะ ถ้าวางแสดงว่าเราทิ้งเป็นขยะทั่วไป เพราะพนักงานบางคนเห็นว่ามีค่าก็แยกไปขาย บางคนไม่สนใจก็อัดเข้ารถไปเลย เพราะหน้าที่เข้าให้เก็บขยะทั่วไป(ส่วนที่ 4 ที่จะพูดถึงลำดับต่อไปครับ) รัฐและประชาชนควรสื่อสารกันให้ชัดเจน ว่าจะจัดระบบเก็บหรือไม่ ถ้าไม่ก็ต้องขอให้ประชาชนแยกแล้วขายได้เลยอย่างน้อยก็ได้เงินมาเป้นค่าธรรมเนียมขยะนั่นแหละ แต่คุณค่าของมันอยู่มี่ว่าเราได้ทำหน้าที่คัดแยกวัสดุที่ต้องหมุนเวียนเป็นวัตถุดิบการผลิตสินค้า ทำอย่างไรให้ทุกชื้นที่เราแยกแล้วไปถึง...นั่นคือขายซาเล้งหรือร้านรับซื้อของเก่าถึงแน่นอนครับ....เราได้ทำหน้าที่พลเมืองโลกที่ต้องรักษาสมดุลธรรมชาติด้วยการลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติโดยการส่งรีไซเคิลที่เราใช้แล้วกลับไปผลิตใหม่ ผู้ผลิตจะได้ใช้ทรัพยากรน้อยลงนั่นเอง... ส่วนที่ 2 ขยะทำปุ๋ยได้ มีอยู่ในขยะกองโตประมาณ 50 % (อ้างอิงองค์ประกอบขยะกทม.สำนักสิ่งแวดล้อม,2559)ประกอบด้วย เศษอาหารประมาณ 45% กิ่งไม้ประมาณ 5% ขยะพวกนี้เน่าเสียง่าย และเป็นต้นเหตุของปัญหาขยะที่สร้างความน่ารังเกลียด ทั้งกลิ่น ทั้งน้ำเน่า สะสมเชื้อโรคและพาหะนำโรค ไม่มีใครอยากเข้าใกล้ แต่ถ้าจัดการโดยแยกขยะพวกนี้ใส่ภาชนะแยกไว้ต่างหาก แล้วหาวิธีกำจัดที่แหล่งกำเนิดก่อนที่มันจะเน่า ก็จะไม่เกิดปัญหาขยะที่น่าเกลียด และไม่เกิดแหล่งสะสมเชื้อโรค มันกำจัดได้ง่ายๆในบ้านคืดการทำให้มันกลับสู่ดินเพราะมันมากจากดิน ก็คือนำมันมาเข้าถังหมักปุ๋ยซึ่งมีวิธีการที่หลากหลาย ผมแนะนำวิธีที่ทดลองมาแล้วได้ผลคือใช้ใบไม้แห้ง กิ่งไม้บดย่อย ผักตบชวาตัดชิ้นเล็กๆ ตากแห้ง (ของแห้ง )เป็นวัสดุหลักในการรับการทิ้งเศษอาหาร เศษผักผลไม้ (ของเปียก) ผสมกันให้ของแห้งมากกว่าของเปียกเสมอ ถ้าของแห้งเริ่มชุ่มก็เติมให้มากขึ้น ที่สำคัญหลังใส่ของเปียกลงไปในถังหมักให้มีการคลุกเคล้าให้ของเปียกกระจายตัวผสมผสานกับของแห้ง ช่วยให้ไม่มีปัญหากลิ่นเหม็นจากการหมัก เติมน้ำเป้นระยะ หรือใช้น้ำซุบน้ำแกงใส่ไปก็ลดการใช้น้ำ ปุษยที่ได้มีธาตุ NPK สูง ปลูกผักปลอดสารพิษไว้กินได้เลยครับ ผักจะปลอดสารพิษได้ต้องงดการใช้ปุ๋ยเคมี ยาฆ่าแมลง ยาป้องกันโรคพืช และยากำจัดวัชพืช แล้วเราจะป้องกันโรคแมลงได้อย่างไร? ทำได้ด้วยการหมักน้ำชีวภาพจากเปลือกผลไม้เศษผัก ผสมพวกสะเดา ข่า ตะไคร้หอม หรือบอระเพ็ด อย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่มีก็ใช้ได้ ผสมน้ำ 2-3 ช้อนต่อน้ำ 1 บัวรดน้ำ รถน้ำผักที่แปลงผักทุก 3 วัน แค่นี้เอง ไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆเลย...ครับ พวกวัชพืชก็ต้องใช้การถอนหญ้าออกจากแปลงผักด้วยกำลังเราเองครับออกกำลังกายได้พลังเพิ่ม... ขยะที่เหลือต้องกำจัดทิ้งอีก 2 ส่วนคือ ส่วนที่ 3 ขยะอันตราย อันนี้สำคัญเพราะถ้าไม่แยกจะปล่อยพวกโลหะหนักที่เป็นอันตรายต่อคน สัตว์ พืช สิ่งมีชีวิต และสุดท้ายเข้าสู่ตัวเราเพราะอยู่ในห่วงโซ่อาหาร จึงต้องแยกกำจัด ตอนนี้รัฐฐาลกำหนดให้ทุกชุมชน/หมู่บ้าน ต้องต้ังถังรับขยะอันตราย และแจ้งให้เทศบาล อบต. หรือสำนักงานเขต จัดเก็บอาจจะทุก 15 วัน ทุกเดือนหรืดอาจโทรแจ้งเมื่อใกล้เต็มถังก็ได้ เทคนิคตั้งถังขยะอันตรายต้องตั้งในที่ร่ม ห่างใกลมือเด็ก และในพื้นที่ของเขตอาคาร มีป้ายบอกชัดเจน ไม่ตั้งรวมกับขยะอื่นๆ เพราะอาจมีการทิ้งขยะอื่นผิดลงถังขยะอันตราย ที่สำคัญต้องใกล้ตาคนจะได้คอบช่วยกันบอก ช่วยกันเตือน คอยดูแลได้ง่ายๆ ขยะเหล่านี้เช่นถ่านไฟฉาย แบะตเตอรี่มือถือ หลอดไฟ ยาหมดอายุ กระป๋องยาฆ่าแมลง กระป๋องสี ขวดทินเนอร์ ยาทาเล็บ ยาย้อมผม หมึกฟิมพ์ กระดาษโรเนียว ใส้ปากกา เครื่องใช้ไฟฟ้าทุกชนิด ฯลฯ ขยะอันตรายนี้มีบางส่วนนำไปรีไซคิลได้ก็จะถูกส่งไปขายร้านรีไซเคิล เหลือที่ต้องทิ้งในจุดที่กำหนดไม่มาก...รัฐต้องจัดรถเเข้าไปเก็บ และต้องแยกจากขยะทั่วไปให้ได้ และต้องนำไปกำจัดด้วยวิธีที่ปลอดภัย จ้างเอกชนกำจัดก็ต้องบริษัทที่เชื่อถือได้....เพราะบางคนรับไปแล้วกำจัดไม่ได้มาตรฐานก็ไม่วายรั่วไหลสู่นำ้ใต้ดิน คูคลองกลับมาหาเราอีกผ่านห่วงโซ่อาหาร..เฮ้อ..คิดแล้วก็เหนื่อยใจจริงๆเนอะ ...แต่เราทำได้ครับ ..คิดต่อจากเดิมอีกนิดเดียวครับในการทิ้งขยะแต่ละประเภทว่ามันยังมีประโยชน์อะไรได้บ้าง แล้วทำได้ง่ายๆอย่างไรบ้าง แล้วลงมือทำๆๆๆ 21 วันครับ มันจะติดเป็นนิสัยเลยครับ ถ่้าไม่ทำจะขาดอะไรไปอย่างนะวันนี้....ประมาณนี้ครับ ส่วนที่ 4 ขยะทั่วไป จริงๆแล้วขยะประเภทนี้คือขยะอื่นๆ ที่ใช้ประโยชน์อะไรไม่ได้จริงๆ แยกส่วนที่ 1,2,3 ออกไปแล้ว จะเหลือพวดกล่องโฟมใส่อาหาร เศษโฟม ถุงแกง ถุงก๊อบแก๊บเล็กๆใช้ครั้งเดียวทิ้ง (ถุงก๊อบแก๊บใหญ่บางคนพับเก็บไว้ใช้ซ้ำได้หรือเก็บไว้ใส่ขยะก่อนทิ้งลงถังขยะ) ซองขนมลูกอม ซองบะหมี ถุงหรือพลาสติกห่อหุ้มของต่างๆ ประเภทบางๆ (ถุงเหนียวห่อแพคของขายได้) นอกจากนั้นก็ยังมีเศษหนัง เศษยาง เศษผ้า เศษไม้เก่า เปลือกหอย เศษกระเบื้องแตก โดยส่วนใหญ่เผาไหม้ได้ สามารถนำส่งเข้าเตาเผาขยะผลิตไฟฟ้าได้ จะเหลือเถ้าไม่เกิน 10% ซึ่งเถ้าเหล่านี้ไม่มีสารพิษแล้วนำไปบดทำอิฐบอ็อกหรือบดทำผิวถนนได้ การเผา ฝังกลบ ควรเป็นขั้นตอนสุดท้ายที่เราเลือกทำ (แต่ปัจจุบันเป็นขั้นตอนแรก) เพราะเป็นการเผาทำลายให้ไม่เหลือซากเลย นำเถ้าไปใช้ประโยชน์ได้น้อยมากจึงไม่ความีขยะที่มีค่าเช่นรีไซเคืล กิโลกรัมละตั้่ง 5 บาท ถูกทิ้งมาเผานะครับ...เสียดาย...และเป็นการบริโภคทางตรง...(ผลิตใช้วัตถุดิบจากป่า ต้นไม้(ทำกระดาษ) แร่เหล็ก (ทำกระป๋อง เหล็กเส้นฯ) แร่ซิลิก้า(ทำแก้ว) ปิโตรเลียม(ทำพลาสติก โฟม) ขายผู้บริโภค กิน ใช้ เหลือบรรจุภัณฑ์ ซาก ทิ้ง ฝังกลบ เผาทำลาย หมดไป แต่ถ้าไม่ทิ้งแต่ขายซาเล้ง ร้านรับซื้อของเก่า รถเร่รับซื้อ ยังได้ประโยชน์มากกว่า 1) ได้เงินจากการขาย ถ้าบริจาค ได้บุญ เพราะมีคนยากจนที่ต้องการสิ่งเหล่านี้ไปขายนำเงินมายังชีพ และบริจาคให้วัด หรือมัสยิด ขายนำเงินมาบำรุงศาสนสถานเป็นค่าน้ำ ค่าไฟ ได้ 2) ได้หมุนเวียนใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าลดการดึงทรัพยากรธรรมชาติมาใช้ให้หมดไปอย่างรวดเร็ว ขยะส่วนที่ 2 ก็สำคัญการทิ้งเข้าเตาเผาก็ไม่ได้ช่วยให้ค่าความร้อนเพิ่มไปดึงค่าความร้อนลดลงด้วยซ้ำแค่ทำลายตัวเองได้เท่านั้น จึงควรแยกออกก่อนเข้าเตาเผา ยกเว้นเศษไม้ กิ่งไม้เล็กๆ พอเข้าเตาเผาได้ หากนำขยะส่วนที่ 2 ไปฝังกลบก็ต้องเกิดกระบวนการหมักแบบไร้อากาศ ก่อให้เกิดก๊าซมีเทน..และถ้าไม่มีระบบดักก๊าซมีเทนก็ออกสู่บรรยากาศ ล่องลอยไปสะสะอยู่ในชั้นบรรยากาศโลก กลายเป็นเรือนกระจกที่ดักความร้อนไม่ให้สะท้อนออกนอกโลก เกิดปัญหาโลกร้อนอีก...แย่จังครับ 200 ปีหลังปฏิวัติอุตสาหกรรมมานี่ เราใช้ทรัพยากรโลกไปมากกว่าครึ่งครับ ..แล้วเราจะให้โลกอยู่ไปอีกกี่ปี...ขึ้นอยู่กับเราทุกคนเป็นคนกำหนด จึงเป็นที่มาของคำว่าการพัฒนาที่ยั่งยิน ซึ่งได้ทำกันมาระยะหนึ่งแล้ว มีตัวชี้วัดเป้าหมายระดับโลกที่ทุกชาติในโลกร่วมกันคิดและจะร่วมกันทำ...แต่ว่าใครจะทำได้น้อยได้มาก..ตามศักยภาพครับ... เริ่มจาก Brundtland Commission เมื่อปี พ.ศ.2530 ระบุว่า “การพัฒนาที่สามารถสนองความต้องการที่จำเป็นของคนรุ่นปัจจุบัน โดยไม่กระทบต่อขีดความสามารถในการสนองความต้องการที่จำเป็นของคนในรุ่นต่อไป” มีกรอบการพัฒนาที่ยั่งยืนจะคำนึงถึงมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีความเชื่อมโยงกัน มี การทำมาแล้วเมื่อ 15 ปีก่อน MDGs มี 8 เรื่องที่ต้องดำเนินการ ปัจจุบันหลังปี 2015 หรือปี 2558 เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สัมคม และสิ่งแวดล้อม 17 เป้าหมาย ที่เรียกว่า SDGs (หาเพิ่ม SDGs จากอากู๋ได้ครับมีเผลแพร่ทางเน็ตมากมายครับ ที่ผมเห็นว่าสำคัญและเราช่วยกันได้จากการจัดการขยะคือเป้าหมายที่ 12 ครับ เป้าหมายลดขยะเศษอาหารครึ่งหนึ่งจากปัจจุบัน ในปี 2573 ลดการทิ้งของเสียทั้งหมดออกสู่สิ่งแวดล้อมในปี 2573 นั่นคือของเสียที่เกิดขึ้นต้องได้รับการบำบัดอย่างถูกหลักวิชาการ ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและมนุษย์อย่างเราครับ... มีแนวทางหรือแนวคิดสนับสนุนที่ผมเขียนถึงมาแล้วมากมายครับขอยกมาบางส่วนนะครับ... USEPA (2011) เสนอแนวคิดการจัดการขยะแบบบูรณาการเพื่อให้เกิดความยั่งยืนโดยทำให้ขยะมูลฝอยเทศบาลลดลงหรือมีการจัดการ โดยจัดการตามรลำดับชั้นสี่ส่วนประกอบได้แก่ 1) การลดปริมาณมูลฝอยที่แหล่งกำเนิด(หรือป้องกันการเสีย) รวมทั้งนำมาใช้ใหม่ของผลิตภัณฑ์และในอาคารบ้านเรือนรวมถึงการทำปุ๋ยหมักในบ้าน 2) การรีไซเคิล และการทำปุ๋ยหมัก นอกอาคารบ้านเรือน 3) การนำไปแปรรูปโดยการเผาที่มีการนำพลังงานกลับมาใช้ผลิตกระแสไฟฟ้า และ 4) กำจัดโดยการฝังกลบ Field and Field (2002) อธิบายถึงกระบวนการจัดการขยะมูลฝอยที่ยั่งยืน โดยจัดการทรัพยากรตามหลักสมดุลมวล (Mass balance) ว่าในระบบการผลิตและการบริโภคแบบเส้นตรง ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั้งจากการผลิต และการบริโภคในระยะยาวจะเท่ากับปริมาณทรัพยากรหรือวัตถุดิบที่นำเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ หากมีการขยายตัวทางเศรษฐกิจและจำนวนประชากรที่เพิ่มขึ้น ทำให้ระบบเศรษฐกิจต้องการใช้วัตถุดิบเพิ่มขึ้น สังคมเริ่มประสบกับปัญหาขยะมูลฝอยที่มากเกินขีดความสามารถของระบบนิเวศที่จะบำบัดได้เองจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ผลกระทบที่รุนแรงต่อระบบนิเวศ จากปัญหามลภาวะและภาวะขาดแคลนทรัพยากร ที่ถูกนำมาใช้ในระบบเศรษฐกิจจะนำไปสู่ภาวะหยุดชะงักของระบบเศรษฐกิจในที่สุด (ผู้เขียนเพิ่มเติมว่า The end of the world) จุดจบของโลกเกิดขึ้นแน่ๆครับถ้าเราบริโภคทางตรงกันต่อไปอีกไม่นาน 200 ปีเศษใช้ทรัพยากรไปแล้วกว่าครึ่งโลก) การบริโภคหมุนเวียนตามหลักสมดุลมวล จึงต้องมีการใช้ซ้ำ การรีไซเคิลหรือการนำเอาเศษ/ของเหลือจากกระบวนการผลิตและการบริโภคกลับมาใช้ประโยชน์ช่วยลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบที่เกิดจากขยะมูลฝอย ผลกระทบต่อระบบนิเวศ สามารถกระทำได้ด้วย 3 ทางเลือกคือ 1) ลดปริมาณสินค้า หรือลดอุปสงค์ในการบริโภคสินค้า 2) การลดปริมาณของเสียจากการผลิต และ 3) เพิ่มการใช้ซ้ำและนำกลับมาใช้ประโยชน์ เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และสามารถดำเนินการได้ทันที การส่งเสริมการใช้ซ้ำและนำกลับมาใช้ประโยชน์จะช่วยทดแทนการนำเข้าทรัพยากรธรรมชาติในการผลิตสินค้าและลดปริมาณของเสียหรือขยะมูลฝอยจากการผลิตและการบริโภคที่ต้องนำไปกำจัด ปัญหาขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของประเทศไทย เข้าข่ายการบริโภคทางตรงอยู่มากครับเพราะมีการหมุเวียนใช้ประโยชน์จากขยะเพียงร้อยละ 18 จากการสำรวจข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ พบว่าใน พ.ศ. 2558 มีปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นทั้งสิ้น 26.85 ล้านตัน หรือประมาณ 73,560 ตันต่อวัน ปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้นมานี้ เป็นปริมาณขยะมูลฝอยที่ถูกกำจัดที่ถูกวิธีทั้งสิ้น 8.34 ล้านตัน หรือคิดเป็น ร้อยละ 31 ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น และเป็นปริมาณขยะมูลฝอยที่ถูกนำมาใช้ประโยชน์ทั้งสิ้น 4.94 ล้านตัน หรือคิดเป็นร้อยละ 18 ของปริมาณขยะมูลฝอยที่เกิดขึ้น โดยมีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ไม่นับรวมองค์การบริหารส่วนจังหวัด) ที่มีการดำเนินการให้บริการเก็บขนขยะมูลฝอยชุมชน จำนวน 4,544 แห่ง หรือคิดเป็น ร้อยละ 58.43 ของจำนวนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(ไม่นับรวมองค์การบริหารส่วนจังหวัด) และสามารถนำไปกำจัดยังสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกต้องประมาณ 8.34 ล้านตัน หรือ 22,840 ตันต่อวัน และขยะมูลฝอยอีก 7.15 ล้านตันถูกขนส่งไปยังสถานที่กำจัดหรือเข้าสู่ระบบการกำจัดที่ไม่ถูกต้อง โดยสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ถูกต้องตามหลักวิชาการมีทั้งสิ้น 448 แห่ง และเป็นสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยแบบไม่ถูกต้องทั้งสิ้น 2,156 แห่ง เป็นของรัฐ 1,961 แห่ง และเป็นของภาคเอกชน 195 แห่ง มีสถานีขนถ่ายขยะมูลฝอยทั้งสิ้น 18 แห่งเป็นของรัฐ 5 แห่งและเป็นของเอกชน 1 แห่ง ซึ่งพบว่าสถานที่กำจัดขยะมูลฝอยที่ดำเนินการอย่างถูกต้องมีจำนวนลดลง เนื่องจากมีการปรับเปลี่ยนจากการเทกองแบบที่มีการควบคุม (Controlled Dump) มาเป็นการกำจัดแบบเทกอง (Open Dump) แทน เนื่องจากประสบกับปัญหาด้านต่างๆ เช่น ปัญหาด้านงบประมาณการจัดหาดินฝังกลบ และการขาดพนักงานควบคุมและดูแลระบบ รวมทั้งการปิดการดำเนินการของสถานที่กำจัดบางแห่ง เนื่องจากปัญหาการร้องเรียนของประชาชน กรุงเทพมหานครเป็นจังหวัดที่มีปริมาณขยะมากที่สุดในประเทศไทย โดยปริมาณขยะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2558 เป็นต้นมา โดยทุก 10 ปีมีปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว จาก 1.2 ล้านตัน 2557 เพิ่มขึ้น เป็น 3.7 ล้านตันต่อปีในปี 2558 โดยในปี 2558 มีปริมาณขยะเฉลี่ย 10,160 ตันต่อวัน ขยะทั้งหมด ถูกนำไปกำจัด 2 วิธีได้แก่ 1) โรงงานหมักทำปุ๋ย 1,600 ตันต่อวัน 2) โรงงานเตาเผาผลิตกระแสไฟฟ้าจำนวน 500 ตันต่อวัน 3) ฝังกลบที่เหลือประมาณ 8,000 ตันต่อวัน (สำนักสิ่งแวดล้อม,2557) ขยะที่กำจัดได้มีการศึกษาองค์ประกอบขยะ สำนักสิ่งแวดล้อม,(2559)พบว่ายังมีขยะที่ใช้ประโยชน์ได้ถูกเก็บรวบรวมและนำไปกำจัดแบ่งเป็น 3 กลุ่มตามลักษณะการนำไปใช้ประโยชน์ได้แก่ 1) ขยะประเภทย่อยสลายได้ เช่นกิ่งไม้ ใบไม้ ประมาณร้อยละ 50 2) ขยะประเภทรีไซเคิลได้ เฉลี่ยร้อยละ 10 3) ขยะทั่วไปซึ่งต้องนำไปกำจัดโดยฝังกลบหรือนำไปเป็นเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า เฉลี่ย ร้อยละ 40 จากการศึกษาภาพรวมการจัดการขยะของกรุงเทพมหานครที่ผ่านพบว่ามีความพยายามในการลดและคัดแยกขยะมานานหลายปีแล้ว มีการกำหนดเป็นนโยบายและแผนที่ชัดเจน เช่นนโยบายลดและคัดแยกขยะปี 2548 โดยผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายอภิรักษ์ โกษะโยธิน กำหนดนโยบายลดปริมาณมูลฝอยร้อยละ 10 ระหว่างปี 2548-2551 (สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล,2548) หลังจากนั้นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ในช่วง 4 ปีแรก 2552-2555 ตั้งเป้าลดปริมาณขยะโดยวัดที่อัตราการเกิดขยะต่อคนต่อวันจาก 0.98 กิโลกรัมต่อคนต่อวัน เหลือ 0.75 กิโลกรัมต่อคนต่อวันในปี 2555 และนำของเสียกลับไปใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นจากร้อยละ 10 ในปี 2552 เป็นร้อยละ 15 ในปี 2555 และผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ม.ร.ว.สุขุมพันธ์ บริพัตร ในสมัยที่ 2 ระหว่างปี 2556-2559 ได้มีนโยบายมหานครสีเขียว “เพิ่มระบบจัดการขยะที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่จัดเก็บ ขนถ่าย จนถึงเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีทันสมัยและสะอาด”โดยแปลงเป็นแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556 – 2575 กำหนดให้ “กรุงเทพมหานครมีการบริหารจัดการมูลฝอยและของเสียอันตรายด้วยแนวคิดมูลฝอยเหลือศูนย์ (Zero Waste Management) โดยนำกลับมาใช้ใหม่ (Recycle) และทำให้มูลฝอยเหลือน้อยที่สุดและกำจัดที่เหลือ (Residue) ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิผล” มีเป้าหมายสำคัญคือ ลดปริมาณมูลฝอยร้อยละ 20 เมื่อเทียบกับปี 2556 ในปี 2575 (สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล,2556) ปัจจุบันกรุงเทพมหานครดำเนินการจัดการขยะตามแผนพัฒนากรุงเทพมหานคร 20 ปี และแผนบริหารจัดการจัดการมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2558 – 2562 กำหนดแนวคิดการจัดการขยะว่า “ขยะมูลฝอยเป็นทรัพยากร (Waste as Resource)” กำหนดเป้าหมายลดปริมาณขยะร้อยละ 7 ของปริมาณ มูลฝอยร้อยละปี 2556 และกำจัดขยะด้วยการแปรรูปไปใช้ประโยชน์ได้มากกว่าร้อยละ 30 ของปี 2556 ในปี 2562 ซึ่งกรุงเทพมหานครได้ดำเนินการโครงการการกิจกรรมสำคัญเช่นการประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่างๆ การพัฒนาต้นแบบการจัดการขยะในกลุ่มต่างๆ เช่นชุมชน สถานศึกษา สถานประกอบการ หน่วยงานราชการและรัฐวิสาหกิจ แล้วเผยแพร่ต้นแบบผ่านสื่อต่างๆ ผ่านสำนักสิ่งแวดล้อมและสำนักงานเขต 50 เขต มีการศึกษาวิจัยพัฒนากระบวนการจัดการขยะตามโครงการจัดการมูลฝอยและวัสดุรีไซเคิลแบบครบวงจรในแขวงจตุจักร เขตจตุจักร พบว่าองค์กรและประชาชนในกลุ่มที่ร่วมโครงการสามารถลดและคัดแยกขยะไปใช้ประโยชน์ที่แหล่งกำเนิดได้มากขึ้น (สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม,2557) มีการศึกษาและพัฒนาการจัดการขยะของสำนักงานเขตสวนหลวงให้เป็นเขตต้นแบบการจัดการขยะเป็นทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นที่ปรึกษาศึกษาและพัฒนาต้นแบบการจัดการขยะเป็นทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยมุ่งเน้นการเปลี่ยนขยะเป็นทรัพยากรตามแผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร 2558-2562 ในปี 2560 ทุกอปท ทั่วประเทศ ทุกจังหวัดรวมถึงกรุงเทพมหานคร อยู่ระหว่างการดำเนินการลดและคัดแยกขยะกันอย่างแข็งขัน ตามแผนปฏิบัติการ "ประเทศไทยไร้ขยะ" ตามแนว "ประชารัฐ" ภายใต้แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะของประเทศ พ.ศ. 2559-2564 มีเป้าหมายลดขยะที่กำจัดปลายทาง (ที่ต้องจ่ายเงินค่าเก็บขนและกำจัด)ร้อยละ 5 ก็น่าจะเพิ่มสัดส่วนการนำขยะไปใช้ประโยชน์ที่ต้นทางมากขึ้น และเพิ่มระบบการกำจัดขยะที่นำไปแปรรูปก่อนฝังกลบเช่นการเผา การคัดแยกหมักปุ๋ยอินทรีในโรงงานหมักปุ๋ยอินทรี เราน่าจะมาถูกทางแล้วครับ...หวังลึกๆว่า รัฐบาลที่มาใหม่ ผู้นำท้องถิ่นรุ่นใหม่น่าจะใส่ใจต่อการจัดการขยะโดยคัดแยกหมุนเวียนใช้ประโยชน์ทั้งที่ต้นทาง กลางทางและปลายทางกันมากขึ้น และขับเคลื่อนแผนแม่บทการบริหารจัดการขยะของประเทศให้เป้นดั่งที่ฝันไว้ในแผนกันอย่างแข็งขัน ไม่ทำแบบ plamnning หรือ plan แล้ว นิ่ง ครับ ไม่ใช่ทำแผนเสร็จจบครับ...ต้องนำไปปฏฺบัติจริงจัง ต่อเนื่อง..เหมือนประเทศญี่ปุ่น มีกฎหมายหลายฉบับมาจัดการขยะตั้งแต่กระบวนการผลิต การขนส่ง การบริโภค การหมุนเวียนกลับใช้ประโยชน์ การแยกขยะพิษไปกำจัดโดยผู้ผลิตมีส่วนรับผิดชอบเต็มๆ สร้างระบบรองรับการรีไซเคิลอย่างเป็นระบบ ถือเป้นงานที่ท้าทายผู้บริหารประเทศ กระทรวง กรม จังหวัด และอปท. ทั่วประเทศ รวมถึงเมืองพัทยาและกรุงเทพมหานครด้วยครับ... สู้ต่อไปครับ... ผมคนหนึ่งครับ...ขอสู้ด้วยพลัง 1 สมอง 2 มือ และเพื่อนๆร่วมอุดมการณ์จากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักต่างๆ และ 50 สำนักงานเขตในกรุงเทพมหานคร ที่ร่วมกันทำงานอย่างหนักมาอย่างต่อเนื่องครับ เขียนโดย ภาณุวัฒน์ อ่อนเทศ phd student คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบบริหารศาสตร์ ที่ทำงาน นักวิเคราะห์นโยบายและแผน ชำนาญการพิเศษ กองนโยบายและแผนงาน สำนักสิ่งแวดล้อม กรุงเทพมหานคร ทักทายพูดคุย ชี้แนะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ ได้ครับที่ Line id: panuon email: panuon@gmail.com อ้างอิง กรมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย และกรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม. 2559. แผนปฏิบัติการ “ประเทศไทยไร้ขยะ” ตามแนวทาง “ประชารัฐ”. กรุงเทพมหานคร : กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรมควบคุมมลพิษ. 2557. Roadmap การจัดการขยะมูลฝอยและของเสียอันตรายของประเทศ. กรุงเทพมหานคร : กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรมควบคุมมลพิษ. 2558. สถานการณ์ขยะมูลฝอยของประเทศไทย ปี พ.ศ. 2557. ส่วนขยะมูลฝอยและ สิ่งปฏิกูล สำนักจัดการกากของเสียและสารอันตราย. กรุงเทพมหานคร : กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม. กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ. 2559. แผนแม่บทการบริหารจัดการขยะมูลฝอยของ ประเทศ พ.ศ. 2559-2564. กรุงเทพมหานคร : กรมควบคุมมลพิษ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม. จำลอง โพธิ์บุญ. 2557. การประเมินด้านสิ่งแวดล้อม. กรุงเทพมหานคร. บางกอกบล็อก. มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 2558. รายงานฉบับสมบูรณ์ งานจ้างที่ปรึกษาเพื่อศึกษาและพัฒนาระบบ การจัดการขยะเป็นการจัดการทรัพยากรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ตามโครงการการศึกษาและ จัดทำแผนมหานครน่าอยู่อย่างยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. มูลนิธิมั่นพัฒนา. 2516. เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน. กรุงเทพมหานคร : ค้นวันที่ 29 ธันวาคม 2559 จาก http://www.tsdf.or.th สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม. 2557. โครงการจัดการมูลฝอยและวัสดุรีไซเคิล แบบครบวงจรในแขวงจตุจักร เขตจตุจักร (รีไซเคิล 360 องศา รักโลก..ทุกวัน ช่วยกันรีไซเคิล. กรุงเทพมหานคร : สถาบันการจัดการบรรจุภัณฑ์และรีไซเคิลเพื่อสิ่งแวดล้อม สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร. 2548. แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2548- 2551. กรุงเทพมหานคร. สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร. สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร. 2556. แผนพัฒนากรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2556- 2575. กรุงเทพมหานคร. สำนักยุทธศาสตร์และประเมินผล กรุงเทพมหานคร. สำนักสิ่งแวดล้อม. 2556. รายงานสถานการณ์คุณภาพสิ่งแวดล้อม 2556-2557. กรุงเทพมหานคร : โรงพิมพ์ชุมชนสหกรณ์การเกษตรและสหกรณ์แห่งประเทศไทย. สำนักสิ่งแวดล้อม. 2557. แผนบริหารจัดการขยะมูลฝอยของกรุงเทพมหานคร 2558-2562. กรุงเทพมหานคร : สำนักสิ่งแวดล้อม. Field B.C. and Field M.K. 2002. Environmental Economic: An Introduction. New York : McGraw Hill Higher Education. USEPA. 2011. Municipal Solid Waste in the United States: Facts and Figures for 2011. Washington D.C. Church J.A. and N.J. White. 2006. A 20th-century acceleration in the global sea level rise. Geophysical Research Letters. TC Peterson and MO Baringer. 2009. State of the Climate in 2008. Special Supplement to the Bulletin of the American Meteorological Society. Leviticus. S. Levitus, S. Levitus, J. I. Antonov, T. P. Boyer, R. A. Locarnini, H. E. Garcia, A.V. Mishonov. Global ocean heat content 1955–2008 in light of recently revealed instrumentation problems. April 11, 2009, from http://onlinelibrary.wiley.com /doi/10.1029/2008GL037155/full U.N. Food and Agriculture Organization. Deforestation was at its highest rate in the 1990s. Compiled by Earth Policy Institute from U.N. Food and Agriculture Organization. Forest Resources Assessment 2010: Global Tables (Rome. 2010). from http://www.earth- policy.org/indicators/C56/ Worldbank. Global-waste-on-pace-to-triple. From http://www.worldbank.org/en/news/feature/ 2013/10/30/global-waste-on-pace-to-triple. IPCC. The panel's full Summary for Policymakers report is online. From http://www.ipcc.ch/ pdf/assessment report/ar4/syr/ar4_syr_spm.pdf. National Aeronautics and Space Administration Goddard Institute for Space Studies. NASA, NOAA Analyses Reveal Record Shattering Global Warm Temperatures in 2015. Posted Jan. 20, 2016 From http://www.giss.nasa.gov/research/news/20160120/

ความคิดเห็น